• TOPICA Native Thailand

8 เครื่องหมายในภาษาอังกฤษที่คุณต้องรู้ !



เครื่องหมาย (Punctuation) ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดเรื่องนึงในการเขียน

หากเราใส่เครื่องหมายผิดเพี้ยนไป... บอกได้เลยว่าพังย่อยยับแน่นอน

เพราะเครื่องหมายส่งผลต่อแกรมม่าตรงๆ อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

วันนี้ TOPICA Native จึงมานำเสนอเครื่องหมายภาษาอังกฤษที่คุณต้องรู้! ไปดูกันเล้ย!



Capital letter (ตัวพิมพ์ใหญ่)

เราใช้ capital letter ขึ้นต้นประโยค และเราใช้ full stops (จุด) ปิดท้ายประโยค


We went to France last summer. We were really surprised

that it was so easy to travel on the motorways.

(พวกเราไปเที่ยวฝรั่งเศสเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าการท่องเที่ยวบนมอเตอร์เวย์นั้นง่ายกว่าที่พวกเราคิดไว้มาก)

แต่สำหรับประโยคที่ตามหลังเครื่องหมาย colon (:)

และ semicolon (;) ไม่ต้องใช้ capital letter


He got what he deserved: he was too bad.

(เขาสมควรจะโดนแบบนั้นแล้วล่ะ เขาแย่เกินไป)


และเรายังใช้ capital letter กับ ชื่อคน, รัฐ, แม่น้ำ, พื้นที่ทางภูมิศาสตร์, ถนน, สัญชาติ, ภาษา, วัน, เดือน, ฤดู, ชื่อเรื่อง, บทความ และ วันสำคัญๆ อีกด้วย


Dr.David James is the consultant at Leeds City Hospital. (คุณหมอเจมส์ เดวิด เป็นที่ปรึกษาของโรงพยาบาลลีดส์ซิตี้)

They are planning a long holiday in New Zealand.

(พวกเขาแพลนไปเที่ยววันหยุดที่นิวซีแลนด์)


Where were you last Tuesday? (วันอังคารที่แล้วเธอไปไหนมา?)

Harry Potter and the Philosopher's Stone (แฮร์รี่พอตเตอร์กับศิลาอาถรรพ์)

พยัญชนะ 'I' จะต้องเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เสมอไม่ว่าจะอยู่ในบริบทไหน


She was ill so I sent her some flowers to cheer her up. (ฉันส่งดอกไม้ไปให้กำลังใจเธอเมื่อยามเธอป่วย)

ใช้กับคำย่อต่างๆ

USA = United State

UK = United Kingdom

ASEAN = Association of Southeast Asian Nations ใช้เพื่อเน้นย้ำ น้ำเสียงที่ออกมาจะเหมือนกันการตะโกน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้ตัวใหญ่หมดทั้งประโยค เพราะส่วนใหญ่การเขียนตัวอย่างในประโยคจะไปโผล่อยู่ในนวนิยายซะส่วนใหญ่ เช่นบทพูดของตัวละคร HELP! (ช่วยด้วย!) HEY! WHERE ARE YOU I CAN'T FIND YOU! (เฮ้! เธออยู่ไหนน่ะฉันหาเธอไม่เจอ!)



Question marks (เครื่องหมายคำถาม) (?)

เราใช้ question marks เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่านี้คือประโยคคำถาม


Why do they make so many mistakes?

(ทำไมพวกเขาทำผิดพลาดเยอะจัง)


A : So you’re Harry’s cousin?

(เธอคือหลานของแฮร์รี่หรอ?)


B : Yes. That’s right.

(ใช่แล้วครับ)



Exclamation (เครื่องหมายตกใจ) (!)

เราใช้ exclamation เพื่อให้เน้นอารมณ์ในการเขียนที่ไม่เป็นทางการ (informal)


Listen!

(ฟัง!)


Comma (คอมม่า) (,)

เราใช้เพื่อแยกคำศัพท์ที่มีความหมายคล้ายกัน


It’s important to write in clear, simple, accurate words. (การเขียนให้เคลียร์ เรียบง่าย และถูกต้อง เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเขียน)

They were more friendly, more talkative, more open than last time we met them.

(พวกเขาอัธยาศัยดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ที่เราเคยเจอกันเยอะ)

หลัก British English กับ American English จะแตกต่างกันนิดหน่อย

British English จะไม่ใส่ comma หน้า and แต่ American English จะใส่ comma


They traveled through Bulgaria, Slovakia, the Czech Republic and Poland.

(เขาท่องเที่ยวผ่านทางบังกาเรีย, สโลวาเกียร์, เช็กเกียร์ และ โปแลนด์ )


We took bread, cheese, and fruit with us.

(พวกเราเอาขนมปัง ชีส และผลไม้มาด้วย)


เราใช้ comma เพื่อแยกคำกับวลี


I can’t tell you now. However, all will be revealed tomorrow at midday.

(ฉันบอกเธอตอนนี้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงตรง)


We had, in fact, lost all of our money.

(ความจริงก็คือเราเสียเงินไปทั้งหมด)

เราใช้เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือขยายประโยคข้างหน้าหรือข้างหลังที่ตามมา


You do need to wear a darker jacket, if I may say so.

(เธอต้องใส่แจ๊คเก็ตสีเข้มกว่านี้ถ้าฉันพูด)


To be honest, I thought they were very very rude.

(บอกตามตรงนะ ฉันคิดว่าพวกเขาทั้งไม่มีมารยาทและก้าวร้าว)


เราใช้เพื่อแยกข้อมูลเพิ่มเติมที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ ที่ต่อหลังจาก relative clauses (which, where, who, และ that)


The ambulance, which arrived after just five minutes,

took three people to the hospital immediately.

(รถพยาบาลถึงเมื่อห้านาทีที่แล้ว ผู้บาดเจ็บสามคนถูกย้ายเข้าไปในโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว)


Comma จะตามหลัง speech forms (Yes กับ No)


A : You are going to the party, aren’t you?

(เธอจะไปงานเลี้ยงใช่ไหมล่ะ?)


B : No, thank you. I’ve already eaten too much.

(ไม่ล่ะ เราอิ่มเกินไปแล้วที่จะไปจอยด้วย ขอบคุณมากนะที่ชวนหน่ะ)



Colons (โคล่อน)(:) and Semi-colons (เซมิโคล่อน)(;)

เราใช้เพื่อเสนอรายชื่อต่างๆ


There are three main reasons for the success of the government:

economic, social and political.

(มีองค์ประกอบสามอย่างที่สำคัญต่อการเป็นรัฐบาลที่ดีก็คือ ด้านเศรษฐกิจ, สังคม, การเมือง)


เราใช้ colon เพื่อแสดงให้เห็นว่าหัวข้อย่อยคืออะไร

Life in Provence: A Personal View

ชีวิตในโปรวองซ์ ตอน มุมมองส่วนบุคคล


เราใช้ colon เพื่อแสดงเหตุผลอันสมควรเพื่อสนับสนุนประโยคที่หนึ่ง

Try to keep your flat clean and tidy: it will sell more easily.

(พยายามทำให้แฟลตสะอาดและเป็นระเบียบ มันจะเป็นหนทางที่ทำให้เราขายแฟลตของเราได้ง่าย)

เราใช้ semi-colons แทน full stops เพื่อแยกสองประโยคหลักออกจากกัน อาจจะดูที่ตัวแกรมม่าอีกที

Spanish is spoken throughout South America; in Brazil the main language is Portuguese.

(ภาษาสเปนเป็นภาษาที่ใช้ไปทั่วทั้งอเมริกาใต้ ภาษาโปตุกีสเป็นภาษาหลักของบราซิล)


Semi-colons ไม่ค่อยถูกใช้เพราะส่วนใหญ่เราจะใช้ full stops กับ commas มากกว่า



Dashes ( – ) and Brackets (วงเล็บ)

Dashes ส่วนใหญ่จะถูกใช้ในการเขียนแบบไม่เป็นทางการ (informal writing) มากกว่า


Just wanted to thank you for a lovely evening – we really enjoyed it.

(ฉันแค่อยากจะขอบคุณเธอสำหรับบ่ายนี้ เรามีความสุขกันมากจริงๆ)


และเรามักจะใช้ brackets รอบๆ วันที่และเลขหน้าในการเขียนเชิงวิชาการ

Heaton (1978) gives a convincing explanation

of how hurricanes are formed (pages 27–32).

(เฮตั้น (1978) อธิบายถึงการก่อตัวของพายุเฮอริเคน (หน้า 27-32))




"Your limitation—it's only your imagination."

(ขีดจำกัดเป็นเพียงสิ่งที่คุณคิดขึ้นมาเอง)

TOPICA Native อยากให้ทุกคนก้าวผ่านความกดดันเพื่อไปถึงสิ่งที่เราฝันใฝ่



752 views

อาคาร Chartered Square หมายเลข 152 ถนนสาทรเหนือ ชั้น 11 ห้อง 1108 สีลม กรุงเทพ 10500
เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 015558057997

อีเมล   info@topicanative.asia
ติดต่อ 099-910-0245